หมอกจางๆ และควัน คล้ายจะเป็น PM2.5

“homedics”

เช้าตื่นมา เห็นท้องฟ้ามีหมอก ก็พลันคิดว่าอากาศดี ที่ไหนได้ ฝุ่นทั้งนั้น!! ซึ่งพวกเราชาวไทยเพิ่งจะมาเริ่มรู้จักฝุ่นละอองขนาดเล็กที่มีชื่อเรียกว่า PM 2.5 ซึ่งเป็นฝุ่นละอองจิ๋วขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน เมื่อไม่นานมานี้เอง เนื่องจากหลงเข้าใจผิดคิดว่าเป็นหมอกยามเช้า จึงไม่ได้เอะใจแต่อย่างใด แต่ ณ ตอนนี้ ถือว่าเป็นปัญหาใหญ่ที่ทุกคนกำลังเผชิญ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิต และสุขภาพ หรือเกิดอาการแพ้บนใบหน้า ทำให้ต้องใช้ตัวช่วยอย่าง “homedics” เพื่อเป็นการล้างสิ่งสกปรก หรือบรรดาฝุ่นละอองขนาดจิ๋ว PM 2.5 ออกไป แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือเรื่องของสุขภาพมากกว่า เพราะปัจจุบันมีผู้ป่วยที่เกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจค่อนข้างมาก อีกทั้งผู้ที่ป่วยด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือดก็ควรระมัดระวังและใส่ใจดูแลมากเป็นพิเศษ วันนี้เราจะมาหาสาเหตุกันว่าฝุ่นละออง PM 2.5 นั้นมาจากไหน

แต่ก่อนอื่นเราควรรู้เท่าทันเรื่องนี้กันก่อน เพราะว่าฝุ่นละอองที่มีอยู่ในชั้นบรรยากาศนั้น ส่งผลกระทบต่อร่างกาย และการดำรงชีวิตอย่างแน่นอน โดยทางกรมควบคุมมลพิษได้ระบุเอาไว้ว่า

  • ฝุ่นละอองในชั้นบรรยากาศมีขนาดตั้งแต่ 0.002 ไมครอน มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น ไปจนถึงขนาดใหญ่กว่า 500 ไมครอน ที่สามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่าคือฝุ่นที่มีขนาดตั้งแต่ 50 ไมครอนขึ้นไป
  • ฝุ่นละอองอาจเป็นของแข็งหรือของเหลว แต่ที่แขวนลอยบนอากาศได้เป็นเวลานานคือฝุ่นละอองขนาดเล็ก
  • ฝุ่นละอองที่สามารถเข้าสู่ทางเดินหายใจและส่งผลกระทบต่อสุขภาพมนุษย์ คือ ฝุ่นละอองที่มีขนาดเล็กกว่า 10 ไมครอน เมื่อเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจทำให้เกิดการระคายเคืองและทำลายเนื้อเยื่อของอวัยวะนั้นได้ เช่น เนื้อเยื่อปอด หากรับเข้าไปมากเกินขนาดหรือติดต่อกันเป็นเวลานานจะเกิดการสะสมเป็นพังผืดหรือแผล สมรรถภาพปอดเสื่อม หลอดลมอักเสบ หอบหืด ถุงลมโป่งพอง และยังอาจทำให้ติดเชื้อระบบทางเดินหายใจได้ง่าย

ซึ่งสาเหตุหลักส่วนใหญ่ในเมืองกรุง และปริมณฑล อาจจะมาจากการจราจร โดยเฉพาะเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ เพราะกรุงเทพฯ มีรถติด และรถที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็วต่ำหรือหยุดนิ่งอยู่กับที่นั้น จะทำให้เกิด PM 2.5 เป็นจำนวนมาก ซึ่งมีขนาดเทียบเท่ากับแบคทีเรียเท่านั้นเอง อีกทั้งเรื่องการเผาไหม้ในที่โล่ง อาทิ เผาไร่ เผากระดาษ หรือแม้แต่การเผาไหม้ทางการเกษตรจากประเทศเพื่อนบ้าน ก็ก่อให้เกิดมลพิษข้ามแดนได้ ซึ่งจากปัจจัยนี้ทำให้เกิด PM 2.5 ไม่น้อยกว่า 30-40% เลยทีเดียว

อีกทั้งภาคอุตสาหกรรม หรือโรงงานต่างๆ ตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 และพระราชบัญญัติสิ่งแวดล้อม จะต้องมีระบบบำบัดมลพิษทางอากาศ ก่อนจะปล่อยออกสู่ภายนอก ซึ่งองค์ประกอบที่จะทำให้เกิด PM 2.5 อย่างซัลเฟอร์ออกไซด์ ไนโตรเจนออกไซด์ ไฮโดรคาร์บอนที่เผาจึงไม่สมบูรณ์ และความร้อน จึงเกิดขึ้นได้น้อย อย่างไรก็ตาม โรงงานนั้นก็มีทั้งที่ปฏิบัติตามมาตรฐานและที่บกพร่อง ซึ่งเป็นเรื่องที่ภาครัฐต้องตรวจสอบต่อไป และปัจจัยหลักที่สำคัญอีกหนึ่งปัจจัยก็คือ ภาคประชาชนเอง ซึ่งเกิดจากกิจกรรมในชีวิตประจำวันบางประเภท บางกลุ่มคน อย่างเช่น การสูบบุหรี่ ปิ้งย่าง สำหรับในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ ที่มีประชากรกว่า 15 ล้านคน กิจกรรมต่างๆ เหล่านี้ก็มีส่วนทำให้เกิดปัญหา PM 2.5  เช่นเดียวกัน

ดังนั้นสิ่งที่ควรปฎิบัติคือ ควรหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมภายนอกอาคารเป็นเวลานานๆ และควรสวมหน้ากาก หรือใช้ผ้าปิดจมูกทุกครั้ง  อีกทั้งควรดูแลรักษาเครื่องยนต์ให้อยู่ในสภาพดีไม่ปล่อยให้ควันดำ และลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล ใช้ระบบขนส่งมวลชนแทน หรือสำหรับผู้ที่ผิวแพ้ง่ายควรหาอุปกรณ์ที่ช่วยในการทำความสะอาดผิวหน้าให้สะอาดหมดจด อย่างเช่น “homedics” เป็นต้น

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.