เทคโนโลยีกับสุขภาพ

                                   ในโลกยุคดิจิทัล 2-3 ปีที่ผ่านมา ทุกอย่างมีการเปลี่ยนแปลงเรียกได้ว่าแทบตามกันไม่ทันเลยทีเดียว รวมถึงแทบจะเป็นเรื่องปกติไปแล้วที่คนในสังคมเราแทบทุกคนจะต้องมีเทคโนโลยีอยู่ข้างกายตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต แม้กระทั่งนาฬิกา Apple Watch ที่เรียกได้ว่าคนที่ออกกำลังกายแทบทุกคนจะใส่นาฬิกา Apple Watch กันหมดแล้ว เพราะนาฬิกา Apple Watch นั้นมันเป็นมากกว่านาฬิกาทั่วๆไป เพราะการออกกำลังกายสมัยนี้จะต้องใช้นาฬิกา Apple Watch ร่วมกับการออกกำลังกายกันทั้งนั้นแหละค่ะ เพราะนาฬิกา Apple Watchสามารถดูระยะทางรวมทั้งพลังงานที่เผาผลาญได้ด้วย ซึ่งสะดวกสบายกับคนทีชื่นชอบการออกกำลังกายเป็นอย่างมาก เราจึงไม่แปลกใจเลยค่ะว่าเทคโนโลยีสุขภาพนั้นมันอำนวยความสะดวกให้กับมนุษย์มากจริงๆ

                                   พอพูดถึงเทคโนโลยีสุขภาพที่เหมือนจะเป็นเครื่องมือสื่อสารประจำกายไปแล้ว การเพิ่มฟังก์ชั่นในการใช้งานบางอย่างด้วยวิธีการที่เราสามารถติดตั้งแอฟพลิเคชั่นเพิ่มขึ้นมานั้นจึงเป็นทางเลือกที่ง่ายที่สุดเท่าที่จะให้เหล่าผู้คนทั่วไปหันมาสนใจในเรื่องของสุขภาพกันมากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งในบรรดาแอฟพลิเคชั่นในด้านของสุขภาพนั้น ปัจจุบันมีแอฟพลิเคชั่นมากกว่า 318,000 แอฟพลิเคชั่น โดยแอฟพลิเคชั่นสุขภาพเหล่านี้จะอยู่ในหมวดหมู่ของการจัดการดูแลสุขภาพ ไม่ว่าจะใช้เพื่อออกกำลังกาย การจัดการความเครียด การจัดการอาหาร รวมถึงแอฟพลิเคชั่นที่ช่วยจัดการเกี่ยวกับโรคเฉพาะทาง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาทางจิตใจ ปัญหาโรคหลอดเลือดหัวใจ ระบบกล้ามเนื้อ ระบบประสาท เบาหวาน หรือรวมถึงทั้งเรื่องแอฟพลิเคชั่นเตือนในการทานยาก็มีเช่นกัน เชื่อรึยังล่ะคะว่าเทคโนโลยีที่สร้างมาเพื่อสุขภาพนั้นมีเยอะจริงๆ

                                   นอกจากที่จะมีแอฟพลิเคชั่นเพื่อสุขภาพแล้วนั้น ยังมีนวัตกรรมที่ล้ำกว่านั้นคือการที่มีแพทย์โรบอดหรือเรียกว่า Chatbot ที่จะทำหน้าที่ในการเป็นแพทย์โรบอดคอยตัดสินใจในเรื่องของสุขภาพในเบื้องต้น ซึ่งการที่มีเทคโนโลยีแบบนี้ออกมานั้นก็เพื่อที่จะตอบโจทย์เวลาคนเราเกิดเจ็บไข้ได้ป่วยในเวลากลางคืน และเราก้ไม่สามารถจะรู้ได้ว่าอาการที่เกิดขึ้นกับเรานั้นควรจะต้องไปหาหมอที่โรงพยาบาลเลยหรือเปล่า แล้วถ้าสมมุติว่าไม่ได้เป็นอะไรหนักขนาดที่ต้องไปหาหมอนั้นเราจะต้องดูแลตัวเองต่อไปอย่างไร ซึ่งเวลาเสิร์ชข้อมูลจาก Google นั้นก็มีข้อมูลที่หลากหลายแตกแขนงไปหมด เราไม่สามารถรู้ได้ว่าข้อมูลเหล่านั้นมีแหล่งที่มาอย่างไร และเชื่อถือได้มากขนาดไหน และเมื่อปี 2018 นั้นเกิด Chatbot ขึ้นเพื่อเป็นช่องทางการสื่อสารที่ได้มีการพัฒนาไปในขั้นแอดวานซ์มากเลยนะคะ โดยที่คนป่วยหรือคนไข้สามารถที่จะเข้าไปสอบถามข้อมูลกับ Chatbot ได้เลย และเมื่อเราได้พิมรายละเอียดเกี่ยวกับอาการที่เกิดขึ้น ทาด้านของ Chatbot ก็จะถามเรากลับเกี่ยวกับรายละเอียดนั้นๆ และเราก็ต้องตอบไปทีละข้อตามที่ Chatbot ถามกลับมา จากนั้น Chatbot ก็จะประมวลผลและสรุปให้คุณได้ทราบว่าสรุปแล้วเราต้องไปหาหมอหรือไม่ ถ้าจะต้องไปหาหมอ Chatbot ก็จะสรุปให้ว่าหมอที่ใกล้ที่สุดนั้นชื่ออะไร อยู่ตรงแถวไหน แล้วถ้าไม่ต้องไปหาหมอ ในเบื้องต้นคุณจะต้องดูแลตัวเองอย่างไรบ้าง แต่ถ้าคุณนึกภาพไม่ออกว่า Chatbot นั้นมีหน้าตาเป็นอย่างไร เราอยากจะให้คุณนึกภาพของ Siri ของไอโฟนค่ะ เพราะหลักการใช้งานนั้นเหมือนการทำงานในรูปแบบเดียวกันเลย

                                  เมื่อมี Chatbot แล้วนั้น ยังมีเทคโนยีอีกชื่อว่าระบบติดตามการกินยา ซึ่งหลายครั้งสังเกตไหมคะว่าจะเกิดคำถามไม่ว่ากับเราหรือคนรอบข้างที่เกิดความไม่แน่ใจว่าเรากินยาไปหรือยัง บางทีอาจจะมีการหลงลืมหยิบยาขึ้นมากินซ้ำ เพราะแบบนี้เมื่อปี 2018 ทางองค์กรอาหารและยาของสหรัฐอเมริกามีการอนุมัติให้สามารถใช้เครื่องมือติดตามการกินยาได้ โดยจะเริ่มจากยาในกลุ่มจิตเวชก่อน โดยการใส่ Metal Sensor Tract System ลงไปในเม็ดยา และเมื่อคนไข้กินยาเข้าไป เซนเซอร์จะไปสัมผัสกับน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร แล้วจะส่งข้อมูลไปยังระบบติดตามผล ซึ่งจะช่วยให้คนไข้สามารถติดตามการกินยาโดยดูจากโทรศัพท์มือถือได้เลย มันเป็นเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยสุดๆไปเลยค่ะ

                                   เราสามารถพูดได้เลยว่าเทคโนโลยีนั้นมีบทบาทกับสุขภาพของมนุษย์มากแล้วจริงๆ รวมถึงวิถีการดำเนินชีวิตด้วย และกระแสที่มาแรงขนาดที่ทุกคนให้ความสำคัญกับการรักษาสุขภาพมาเป็นอันดับหนึ่ง ไม่แปลกเลยที่มนุษย์จะต้องการมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง อายุยืน ทุกคนเลยหันมาใส่ใจกันมากขึ้น

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.